➳ [Reading] ➶ 4 ปี นรกในเขมร By yasuko naga ai ➩ – Dailytradenews.co.uk


4 ปี นรกในเขมร explained 4 ปี นรกในเขมร , review 4 ปี นรกในเขมร , trailer 4 ปี นรกในเขมร , box office 4 ปี นรกในเขมร , analysis 4 ปี นรกในเขมร , 4 ปี นรกในเขมร bb28 เรื่องราวของ " ปี นรกในเขมร" ปรากฏแก่สายตาชาวโลกครั้งแรกทางโทรทัศน์เอ็นเอชเค แห่งประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี พศ และพิมพ์เป็นหนังสือในปีถัดมา จนกระทั้งปีได้มีการแปลเป็นภาษาไทยลงพิมพ์ในนิตยสารกะรัต หนังสือเล่มนี้ เป็นที่น่าสนใจอย่างกว้างขวาง ในบรรดานักอ่าน นักวิจารณ์ นักการฑูต นักการศึกษา และแม้แต่นักการทหาร ซึ่งเป็นที่น่ายินดีว่า สถาบันการศึกษาวิชาทหาร ได้ใช้เป็นหนังสืออ่านประกอบการศึกษา ของนักศึกษามานานหลายปีแล้ว เช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาอีกหลายแห่ง

สงครามภายในประเทศกัมพูชา ดูเหมือนจะเจรจาสงบศึกกันได้ และกำลังเตรียมการฟื้นฟูประเทศ ภายหลังจากที่ได้ต่อสู้ทำลายล้างทั้งชีวิตผู้คน และทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญ ขนบประเพณี เศรษฐกิจ และรวมทั้งความเป็นมนุษยชาติของเขมรเอง แต่ภาพที่เคยปรากฏและเกิดขึ้นนั้น คงจะไม่จางหายไป จากความรู้สึกของผู้ประสบชะตากรรม และคนรุ่นหลัง บันทึกของสตรีภริยานักการฑูตฉบับนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของชาวโลก เป็นโศกนาฏกรรมที่เขียนขึ้น จากเลือดเนื้อและชีวิต ซึ่งคนในชาติไทยควรศึกษา เรียนรู้


    สงครามภายในประเทศกัมพูชา ดูเหมือนจะเจรจาสงบศึกกันได้ และกำลังเตรียมการฟื้นฟูประเทศ ภายหลังจากที่ได้ต่อสู้ทำลายล้างทั้งชีวิตผู้คน และทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่สำคัญ ขนบประเพณี เศรษฐกิจ และรวมทั้งความเป็นมนุษยชาติของเขมรเอง แต่ภาพที่เคยปรากฏและเกิดขึ้นนั้น คงจะไม่จางหายไป จากความรู้สึกของผู้ประสบชะตากรรม และคนรุ่นหลัง บันทึกของสตรีภริยานักการฑูตฉบับนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญของชาวโลก เป็นโศกนาฏกรรมที่เขียนขึ้น จากเลือดเนื้อและชีวิต ซึ่งคนในชาติไทยควรศึกษา เรียนรู้"/>
  • 264 pages
  • 4 ปี นรกในเขมร
  • yasuko naga ai
  • Thai
  • 07 June 2017

About the Author: yasuko naga ai

Is a well-known author, some of his books are a fascination for readers like in the 4 ปี นรกในเขมร book, this is one of the most wanted yasuko naga ai author readers around the world.



10 thoughts on “4 ปี นรกในเขมร

  1. says:

    บันทึกเรียบง่าย ที่ถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิต 4 ปี ที่ยากลำบาก
    ของครอบครัวครอบครัวหนึ่ง.. ผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง
    ในช่วงเวลาที่กัมพูชากำลังเปลี่ยนแปลงไปเป็นคอมมิวนิสต์

    อ่านหนังสือสงครามกี่ครั้ง
    ประชาชนก็ยังคงเป็นผู้ทุกข์ตรมเสมอมา
    ยิ่งไปอ่านประวัติศาสตร์ในช่วงนั้น
    ยิ่งมองเห็นว่า การกระทำของผู้มีอำนาจเหล่านั้น
    ไม่เคยมองเห็นหัวประชาชนเลย

  2. says:

    ถ้าทราบถึงภาพรวมของสถานการณ์ในประเทศกัมพูชาช่วงกลางยุค 70 มาก่อนจะเข้าถึงสิ่งที่บันทึกเล่าได้มากขึ้น จากภาพมุมสูง คุณยาสึโกะผู้ (แอบ) จดบันทึกพาเราสลับกลับมาเป็นมุมมองระดับสายตา เป็นพยานต่อการเอาชีวิตรอดภายใต้หนทางที่รัฐบอกว่าจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

    "การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์" อาจเป็นสิ่งที่ถูกต้องจากมุมมองของแต่ละฝ่าย หากแต่รายละเอียดเส้นทางสู่เป้าหมายดังกล่าวจะถูกต้องเหมาะสมหรือไม่นั้น นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างจากเสียงเล็กๆ หลายเสียงที่เราควรศึกษาและให้ความสำคัญกันครับ

  3. says:

    เป็นหนังสือเก่า หาอ่านยาก(คงไม่มีพิมพ์แล้ว) บังเอิญเจอที่ร้านขายกาแฟ แต่มีหนังสือเยอะแยะมากมาย ประดุจห้องสมุด ชื่อร้าน คอฟฟี่ มอนิ่ง ในตัวเมืองแม่ฮ่องสอน หนังสือปันกันอ่านเยอะแยะ เห็นชั้นวางหนังสือแล้วไม่อยากไปไหนเลย สรุป วันนั้นนั่งอ่านหนังสือจิบกาแฟทั้งวัน อากาศก็ดี(ไม่เห็นเกี่ยวกะเขมรเลย ฮ่าๆ)
    ได้ลองหยิบเล่มนี้มาอ่านดูเพราะเพิ่งไปเที่ยงนครวัดมา ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าเหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดได้แค่ 30 ปีที่แล้ว เจ้าของเรื่องเป็นหญิงญี่ปุ่น แต่งงานกับนักการฑูตกัมพูชา เพิ่งย้ายกลับมาอยู่พนมเปญหลังสามีเกษียณอายุ หลังเขมรแดงบุกพนมเปญ ชีวิตของเธอน่าสงสารมาก อ่านแล้วหดหู่ใจ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์ทำร้ายกันเองได้ขนาดนี้

  4. says:

    ร้องไห้ หวาดกลัว และสงสารทั้งเล่ม แต่เหนืออื่นใด แม้แต่ในเวลาที่เลวร้ายที่สุด เราก็ยังพบความเอื้อเฟื้อ และความดี ในตัวมนุษย์

  5. says:

    เมื่อพอลพตผู้นำเผด็จการคอมมิวนิสต์ในเขมรต้องการที่จะล้มล้างสังคมเดิมเพื่อเปลี่ยนเป็นสังคมเผด็จการคอมมิวนิสต์ บันทึกของยาสึโกะ นะอิโตะสาวญี่ปุ่นภริยาท่านทูตกัมพูชาฉบับนี้ที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อนำมาแปลไทย โดยคุณผุสดี นาวาวิจิต ซึ่งผู้เขียนบันทึกได้เล่าถึงสภาพแท้จริงที่เกิดขึ้นในรอบ4ปีที่ทั้งตนและครอบครัวต้องตกระกำลำบาก และอีกหลายๆชีวิตที่ต้องสังเวยให้กับเหตุการณ์ในครั้งนั้น ด้วยความหดหู่ สะทกสะเทือนใจ
    ถือได้ว่างานชิ้นนี้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของกัมพูชาได้ดีอีกชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว

  6. says:

    เวลาอ่านงานที่พูดถึงการต่อสู้ระหว่างคนกับธรรมชาติ เรามักจะได้เห็นความกระจิ๊ดริดของคนที่ขึ้นอยู่กับความปรานีของธรรมชาติ แต่เวลาอ่านงานที่พูดถึงการต่อสู้ระหว่างคนกับคน(ที่มีอำนาจ) มันเปลือยความโง่เขลาและป่าเถื่อนของคนออกมาหมด ชีวิตคนขึ้นอยู่กับความปรานีของคนด้วยกันเอง และการจบชีวิตโดยธรรมชาติก็อาจเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาที่สุด

    ขอให้คุณยาสึโกะ ครอบครัว และผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เช่นนี้ทุกท่านมีความสุขบนท้องฟ้าค่ะ

  7. says:

    บันทึกเรื่องราวของยาสึโกะ นะอิโตะ หญิงสาวชาวญี่ปุ่นในตระกูลขุนนางซึ่งแต่งงานกับนักการทูตชาวกัมพูชา แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เขมรแดงซึ่งนำโดยพล พตเข้ายึดครองประเทศทำให้เธอและครอบครัวต้องอพยพจากกรุงพนมเปญตามคำสั่งของทหาร และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่เดือนเธอก็ต้องพบกับชะตากรรมอันน่าเศร้าเมื่อสมาชิกในครอบครัวที่เธอรักต่างทยอยเสียชีวิตไปจนหมดจากโรคภัยและความอดอยาก เริ่มจากลูกชายคนโต ลูกชายคนเล็ก ลูกเลี้ยง และสามีของเธอ ทำให้เธอต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดเพียงลำพังโดยมีความหวังเพียงอย่างเดียวคือการหาทางกลับประเทศญี่ปุ่นให้ได้

    ผมใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้จบรวดเดียวภายในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงอ่านไปก็หดหู่ไปและสงสารกับชะตากรรมของยาสึโกะ นะอิโตะที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักทั้งหมดภายในไม่กี่เดือนหลังเขมรแดงเข้ายึดครองประเทศ ที่สำคัญตลอดทั้ง 4 ปีเธอต้องเผชิญกับเรื่องราวอันแสนเศร้ามากมาย ชีวิตพลิกผันจากภรรยานักการทูตที่มีชีวิตหรูหราเคยแม้กระทั่งการได้มีโอกาสโดยสารเครื่องบินลำเดียวกับเจ้านโรดม สีหนุ แต่ชีวิตกลับต้องมาขาดอิสรภาพ ต้องระหกระเหินย้ายที่อยู่ตามคำสั่งของทหาร ต้องทำงานหนักเพื่อรับแบ่งสรรปันส่วนอาหารที่แทบจะไม่พอยาไส้ตามลัทธิคอมมิวนิสต์ จนเธอต้องเอาของมีค่าที่ติดตัวมาไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องประดับมาแลกกับข้าวสารและอาหารจากชาวบ้าน จนเมื่ออาหารการกินขาดแคลนเธอก็ต้องกินอาหารตามมีตามเกิดที่เธอแทบจะไม่เคยคิดว่าจะได้กินในชีวิตนี้เพื่อประทังชีวิตให้รอดพ้นให้ได้ทั้งหมา แมว หนูนา กบ เขียด งู ฯลฯ ขณะเดียวกันด้วยความบีบคั้นของสถานการณ์บางครั้งเธอก็ต้องเผชิญกับสันดานมนุษย์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำกับคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันได้ลงคอ

    อย่างไรก็ตามในท่ามกลางความเลวร้ายต่างๆนานา หลายครั้งเธอก็ได้รับน้ำใจจากชาวบ้านที่ช่วยเหลือเธอ เช่น การแบ่งสรรอาหารมาให้รับประทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ซึ่งก็เป็นเสมือนหนึ่งน้ำทิพย์ชโลมจิตใจของเธอให้มีกำลังใจต่อสู้ต่อไปท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไร จนในที่สุดเธอก็ได้รับความช่วยเหลือจากนักข่าวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ติดต่อประสานงานหน่วยงานต่างๆจนนำตัวเธอออกจากเขมรและกลับบ้านเกิดที่ญี่ปุ่นได้ในที่สุดจบฝันร้ายอันยาวนานถึง 4 ปีของเธอได้สำเร็จ แต่ก็ทิ้งร่องรอยบาดแผลทั้งทางร่างกายและจิตใจของเธอไปจนตลอดชีวิต

    สรุปเป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวชะตากรรมอันเลวร้ายของสงครามและการกระทำอันโหดร้ายของมนุษย์ที่กระทำต่อมนุษย์ด้วยกันเองที่ดีที่สุดเล่มหนึ่ง แม้ในเรื่องราวจะไม่ได้ใส่รายละเอียดความทารุณโหดร้ายของสถานการณ์มากมายนัก แต่ด้วยบรรยากาศและการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยประโยคสั้นๆก็ทำให้รับรู้ไปถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียนในขณะนั้นได้เป็นอย่างดี และทำให้รู้ว่าตัวเองและคนไทยโชคดีแค่ไหนแล้วที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงรัฐบาลไทยในขณะนั้นที่ช่วยแก้วิกฤตจากภัยร้ายของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นโดมิโนตามคาบสมุทรอินโดจีนจนทำให้ประเทศไทยรอดพ้นเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ที่ยืนหยัดเป็นประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหวังว่าคนไทยทุกคนจะหวนมาศึกษาประวัติศาสตร์ให้มากขึ้น เพื่อรับรู้ เรียนรู้เหตุการณ์ในอดีตและรู้เท่าทันเหตุการณ์ในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดในอนาคตซึ่งดูเหมือนว่าอาจจะกำลังย้อนคืนกลับมาอีกครั้ง พร้อมทั้งหวังว่าเหตุการณ์ที่คนเขมรฆ่าคนเขมรด้วยกันเอง เพราะเพียงแค่ความแตกต่างทางความคิด ความเชื่อ และการกระหายอำนาจของคนเพียงไม่กี่คนจะไม่กลับมาบังเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย

  8. says:

    อะไรคือเครื่องยืนยันการมีอยู่ของเรา
    และอะไรที่บอกเราว่า อยู่ต่อไปเถอะ
    ในวันที่ความทุกข์อยู่กับเราทุกลมหายใจ

    ยาสึโกะ นาอิโตะ ภรรยาทูตชาวกัมพูชา จากชีวิตที่เคยผาสุกกลับต้องมาตกระกำลำบาก ในประเทศที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอน และทุกคนที่เคยเป็นเหตุผลให้อยู่ที่นี่ได้ตายจากไปหมดแล้ว

    สิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงหัวใจเธอคือความหวังว่าจะได้กลับไปญี่ปุ่น
    และนั่นทำให้เธอไม่เสียสติไปเสียก่อน

    หนังสือเล่มนี้คือการบอกเล่าประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็ก
    เผยให้เห็นด้านที่ดีและดำมืดของมนุษย์
    ในช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของชีวิต

    บางคนรักษาความดีไว้ได้ แต่บางคนก็พ่ายแพ้เพราะท้องหิว
    เรานับถือความเด็ดเดี่ยวของคนแรก เราโอบกอดคนหลังอย่างเข้าใจ

    หนังสือเล่มนี้ย้ำเตือนเราอีกครั้งว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ควรสิ้นหวัง
    และทำให้เราอยากกลับไปเขียนบันทึกประจำวันสั้น ๆ อีกครั้ง
    เพราะเราต่างก็กำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่าง
    และทุกการดิ้นรนล้วนมีความหมาย

  9. says:

    เล่าถึงชีวิตที่ผลิกผันของภรรยาท่านทูตจากชีวิตที่เคย ได้บินเที่ยวไปต่างประเทศ ได้อาหารและของใช้ดีๆ ได้มีครอบครัวพร้อมหน้า กลายเป็น ถูกกำหนดที่อยู่อาศัย ถูกทหารยึดของใช้ ครอบครัวค่อยเสียชีวิตลงไปทีละคน ความสุขสบายที่รัฐพยายามบอกกล่าวให้ดูเหมือนจะกลายเป็นเพียงความฝัน สุดท้ายทั้งผู้มีฐานะ และชาวบ้านก็มีชีวิต ความเป็นอยู่ที่ไม่ต่างกันนักคือแย่ลงทั้งคู่
    สุดท้ายแม้การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดการสูญเสีย แต่ตวามสุขเล็กๆน้อยๆจากมิตรภาพ และน้ำใจในระหว่างนั้นกลับกลายเป็นสิ่งที่คอยทำให้เรารู้สึกมีความสุข และชื่นชมไปกับชีวิตของเธอ

  10. says:

    หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนไดอารี่ของผู้หญิงญี่ปุ่นคนหนึ่ง ที่รอดชีวิตจากช่วงที่เขมรแดงปกครองกัมพูชา ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าประชาชนในช่วงนั้นมองทหารเวียดนามว่าเป็นผู้ปลดแอก มากกว่าจะเป็นผู้บุกรุกตามหลักของกฎหมายระหว่างประเทศหรือในบริบทการเมืองระหว่างประเทศ
    อีกจุดหนึ่งที่รู้สึกจุก คือ ตอนที่สามีของเธอซึ่งเป็นนักการทูตกัมพูชาพูดประมาณว่าเป็นนักการทูตซะเปล่า แต่ไม่สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น และอพยพไปที่อื่นไม่ทันจนทำให้ครอบครัวต้องลำบาก...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *